ความสุขของคนชอบดอกไม้

posted on 22 Mar 2011 20:59 by momomambo  in storiesof2
นี่ๆๆๆ
 
อย่ากวนน่า ละครกำลังซึ้ง
 
(ไม่สน) วันนี้ที่เจ้าทำขนมให้ข้าไปแบ่งเพื่อนในงานปีใหม่ รู้มั้ยมีบางคนกินแล้วทำหน้าไม่พอใจด้วย
 
อ้อ เหรอ
 
ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือไง
 
ไม่เลย ก็ถ้ามันไม่อร่อย ก็อย่ากินสิ
 
ใครว่า ทุกคนบอกว่าอร่อยมาก ถึงมากที่สุด
 
..... (เหลือบมอง)
 
พวกที่ว่าไม่พอใจน่ะ เขาพูดกันว่า ข้าเอามาน้อยไป (หน้าบูด) แถมโทษข้าอีกว่าเป็นเพราะข้าทำให้ความสุขพวกเค้าลดลง
 
เรื่องงี่เง่าอย่าเอามาใส่ใจน่า ก็แค่ คนชอบดอกไม้ที่นิยามความสุขไว้ยุ่งยากนิดหน่อย แค่นั้นเอง
 
แล้วดอกไม้มาเกี่ยวอะไรด้วยอ่ะ
 
(ยิ้ม) ไม่ใช่ดอกไม้ แต่เป็นความสุขของคนชอบดอกไม้
 
(ฉีกยิ้ม) ไม่เข้าใจ
 
คนที่ชอบดอกไม้จะมีความสุขตอนไหน
 
อยู่ใกล้ดอกไม้ไง เหมือนเจ้าที่ปลูกไว้รอบบ้านเลย
 
ดอกเดียวหรือหลายดอก
 
เอ่อ...
 
แล้วดอกธรรมดาหรือต้องพันธุ์หายาก
 
อืม.. (คิดหนัก)
 
(หัวเราะคิกคัก) แล้วต้องเป็นดอกที่ปลูกเองหรือของใครก็ได้
 
พอแล้วๆๆ ขอแบบง่ายๆได้มั้ยอ่ะ
 
งั้นสมมติว่าเจ้าชอบดอกไม้ เจ้าจะเลือกเดินทางไปทั่วดินแดนเพื่อไขว่คว้าดอกไม้หายากทุกสายพันธุ์มากอดไว้ในอ้อมแขน หรือ จะเลือกชื่นชมดอกไม้ดอกน้อยๆที่อยู่ตรงหน้าล่ะ
 
เดินทางน่าจะเหนื่อย เอาแค่ดอกเดียวก็พอมั้ง
 
แต่บางคนยอมเหนื่อย และมองว่าดอกเดียวตรงหน้าไม่ทำให้สุขใจ (ยิ้ม)
 
ทำไมอ่ะ
 
เพราะเขานิยามว่าความสุขต้องมาจากสิ่่งยิ่งใหญ่ เพราะอย่างนั้นเขาก็เลยมีช่วงเวลาที่ได้สัมผัสความสุขน้อยไปหน่อย ก็แค่นั้นเอง
 
ทำอะไรให้ตัวเองลำบากจริงๆเลยน้า
 
ข้าก็คิดเหมือนกันว่าความสุขที่ยิ่งใหญ่ควรจะมาจากสิ่งเล็กๆ (หน้าบึ้ง) อย่างเช่นไม่มีเจ้ากวนใจตอนดูละคร
 
(หัวเราะแห้งๆ) เงียบแล้วจ้า
 
(แอบหัวเราะ)
 

..The paradox of our time..

posted on 10 Feb 2011 10:04 by momomambo
สวัสดีตอนเช้าๆ ปกติเขียนแต่เรื่องของตัวเองแต่วันนี้บังเอิญไปเจอกระทู้นึงในหน้าเวปสนุกเข้า จริงๆมันคงเก่าแล้วล่ะแต่ว่าอ่านแล้วเจ็บๆคันๆใช้ได้ คิดว่าหลายๆคนคงได้อ่านไปแล้ว แต่ลองมาลงไว้เผื่อมีใครหลังเขาเหมือนเราอิอิ 
ในหน้าเวปสนุกเค้าแปลมาแล้วแต่ว่าเราขอคัดจากต้นฉบับ (หวังว่าที่ได้มาจะเป็นต้นฉบับ เอิ๊กๆๆ) มาให้ลองได้อ่านดูกัน
 
.....................

A wonderful Message from George Carlin

The paradox of our time in history is that we have taller buildings but shorter tempers, wider freeways, but narrower viewpoints.

We spend more, but have less. We buy more, but enjoy less.

We have bigger houses and smaller families, more conveniences, but less time.

We have more degrees but less sense, more knowledge, but less judgment, more experts, yet more problems, more medicine, but less wellness.

We drink too much, smoke too much, spend too recklessly, laugh too little, drive too fast, get too angry, stay up too late, get up too tired, read too little, watch TV too much, and pray too seldom.

We have multiplied our possessions, but reduced our values. We talk too much, love too seldom, and hate too often. We've learned how to make a living, but not a life.

We've added years to life not life to years.

We've been all the way to the moon and back, but have trouble crossing the street to meet a new neighbor. We conquered outer space but not inner space.

We've done larger things, but not better things.

We've cleaned up the air, but polluted the soul.

We've conquered the atom, but not our prejudice.

We write more, but learn less. We plan more, but accomplish less. We've learned to rush, but not to wait.

We build more computers to hold more information, to produce more copies than ever, but we communicate less and less.

These are the times of fast foods and slow digestion, big men and small character, steep profits and shallow relationships.

These are the days of two incomes but more divorce, fancier houses, but broken homes.

These are days of quick trips, disposable diapers, throwaway morality, one night stands, overweight bodies, and pills that do everything from cheer, to quiet, to kill.

It is a time when there is much in the showroom window and nothing in the stockroom. A time when technology can bring this letter to you, and a time when you can choose either to share this insight, or to just hit delete.

Remember, spend some time with your loved ones, because they are not going to be around forever.

Remember, say a kind word to someone who looks up to you in awe, because that little person soon will grow up and leave your side.

Remember, to give a warm hug to the one next to you, because that is the only treasure you can give with your heart and it doesn't cost a cent.

Remember, to say, "I love you" to your loved ones, but most of all mean it. A kiss and an embrace will mend hurt when it comes from deep inside of you.

Remember to hold hands and cherish the moment for someday that person will not be there again. Give time to love, give time to speak and give time to share the precious thoughts in your mind.

To all my friends in my life, thanks for being MY FRIEND!

ที่มา...http://www.breakthechain.org/exclusives/carlin2.html

.............................
 
ข้อความนี้เป็นจดหมายที่ส่งต่อกันๆไปทางอีเมล์ หลายคนเชื่อว่ามาจาก George Carlin นักแสดงตลกชาวอเมริกันที่เขียนไว้เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 (เหมือนที่จั่วหัวจดหมายไว้) แต่ตอนที่หาๆดูไปเจอเวปหนึ่งเขาแย้งว่ามันมีมาก่อนวันที่ 11 กันยา แล้วสไตล์การเขียนก็ไม่ใช่ของ George Carlin ซึ่งอันนี้เราก็ไม่รู้หรอก เหอๆๆ
 
ไม่ว่าใครจะเป็นคนเขียน แต่เราก็คิดว่าสิ่งที่ทำให้เจ้าจดหมายนี้น่าสนใจคงเป็นเนื้อหามากกว่า... เนอะ
 
Thanks the author, whoever you are.

รูปวาดตัวประหลาด

posted on 05 Feb 2011 20:19 by momomambo  in storiesof2
(เปิดประตูดังปัง)
 
จะพังบ้านหรือไง (ว่าแล้วประตูก็หลุดจากบานพับ) ไม่พอใจอะไรมาล่ะ
 
นี่ไง (ยกกระดาษที่ยับเยินขึ้นให้ดู มีลายเส้นดินสอยึกยือในกระดาษ)
 
(มองแล้วพยายามใช้ความคิด) ตัวอะไรน่ะ ไม่เห็นเหมือนตัวอะไรสักอย่าง
 
ก็ถูกแล้วเพราะมันคือตัวประหลาด
 
(เลิกคิ้วมอง) ตัวประหลาด... อ้อ
 
แล้วไม่ใช่ตัวประหลาดธรรมดานะ มันคือตัวประหลาดที่ข้าเป็นคนคิดคนแรกด้วย
 
แล้ว...
 
วันนี้ครูให้วาดรูปสัตว์ในจินตนาการ ข้าก็วาดตัวนี่ แต่ครูหาว่าข้าไม่ตั้งใจ
 
เพราะเจ้าวาดเป็นเส้นยึกยือ
 
(ทำหน้าตูบ) เพราะข้าบรรยายว่ามันคือตัวประหลาด  แต่ครูต้องการให้ข้าบอกว่ามันมีตรงไหนเหมือนสัตว์อะไร อย่างตัวเป็นหมาหัวเป็นแมว อะไรแบบเนี้ย
 
อ้อ... (เริ่มจะเข้าใจ) แต่เจ้าดันไปยืนยันว่ามันเป็น ตัวประหลาด
 
 
ก็ใช่น่ะสิ (กางกระดาษออกดู) ก็มันไม่เหมือนตัวอะไรจะให้มันเหมือนตัวอะไรล่ะ ข้าบอกเค้าไปว่าข้าบรรยายทุเรียนด้วยมังคุดไม่ได้ เจ้าคงไม่บอกกับใครๆว่า อ้อ ทุเรียนเหรอก็คล้ายๆมังคุดแหละ แค่ผลใหญ่กว่า เขียวกว่า รีกว่า แล้วก็มีหนาม ไม่มีจุกๆสีอัน ส่วนไส้ในเป็นสีเหลืองแทนที่จะเป็นสีขาว จริงมั้ย
 
(เลิกคิ้ว) คงไม่ได้บอกไปแบบนั้นใช่มั้ย
 
 
บอก แล้วครูก็โมโหใหญ่เลย ทำไมคนเป็นครูถึงไม่เข้าใจนะว่าทุเรียนก็เป็นทุเรียน มังคุดก็เป็นมังคุด ตัวประหลาดก็เป็นตัวประหลาด
 
(พยายามกลั้นหัวเราะ)
 
ขำอะไร ข้าไม่สนุกด้วยนะ อุตส่าห์ตั้งใจทำ เชอะ
 
จะบอกอะไรให้อย่างนะ
 
ว่า...
 
ถ้าเจ้าไม่สนใจใคร เจ้าก็สามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องใส่ใจว่าใครจะเข้าใจหรือไม่ แต่ว่าถ้าเจ้าต้องการให้คนอื่นได้รู้สึกไปด้วยกัน เจ้าต้องคิดเผื่อด้วยว่าจะทำยังไงให้คนอื่นเข้าใจ ถ้าทำไม่ได้เจ้าก็แต่อยู่กับตัวเอง
 
มีง่ายกว่านี้มั้ย
 
ก็ สมมติว่ามีเพื่อนคนเกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยเห็นทุเรียน แล้วเจ้ายืนยันว่าทุเรียนก็คือทุเรียน เพื่อนคนนั้นคงไม่สามารถมีความรู้สึกร่วมกับเจ้าเกี่ยวกับทุเรียนได้หรอก
 
ไม่เห็นเกี่ยวกันนี่นา เพราะทุเรียนก็คือทุเรียน อืม...(คิด) งั้นก็ต้องไปหาทุเรียน
 
อยู่ในครัวล่ะ สองลูก
 
หา จริงเหรอ กำลังอยากกินเลย (วิ่งที่ครัว)
 
สงสัยจะลืมเรื่องตัวประหลาดไปแล้ว (เก็บรูปวาดพับใส่กระเป๋าแล้วฮัมเพลงเบาๆ)
 
 

นั่งกินขนมเค้ก

posted on 04 Feb 2011 17:26 by momomambo  in storiesof2
อร่อยจังเลย (ตัดเค้กใส่จานอีกชิ้น)
 
ทีตอนทำเมื่อกี้ทำเป็นบ่นนู่นบ่นนี่ กินยังไม่หยุดเลยนะเจ้าน่ะ
 
นี่ๆๆๆ ที่ว่าเมื่อกี้อ่ะ
 
เมื่อกี้ของเจ้าน่ะ เมื่อสิบนาทีที่แล้วหรือว่าเมื่อวาน
 
ก็ที่คุยกันไง ที่ว่าถ้าทำให้สวยแล้วคนจะจำได้อ่ะ ถ้าอย่างงั้นแล้วเค้กที่สวยแต่ไม่อร่อยล่ะ
 
(เลิกคิ้วมอง) อยากกินเหรอ เดี๋ยวพรุ่งนี้ทำให้ คิดสูตรเค้กบอระเพ็ดไว้ตั้งนานแล้วแต่ยังหาคนชิมไม่ได้สักที
 
ไม่เอา (ทำหน้าตูบ) ข้าไม่ได้บอกว่าอยากกินบอระเพ็ดสักหน่อย
 
(หัวเราะคิกคัก) แล้วเจ้าคิดว่าหมอฟันที่จัดฟันได้แต่กรอฟัน อุดฟัน ถอนฟันไม่เป็นน่ะ ควรเรียกว่าหมอฟันหรือเปล่า
 
หือ กรอฟันไม่ได้ อุดฟันไม่เป็นแล้วจะเป็นหมอฟันได้ยังไง
 
ก็นั่นน่ะสิ
 
แล้ว... อ้อ เค้กกินไม่ได้ก็ไม่ใช่เค้กใช่มั้ย
 
(ยิ้ม) ถ้าไม่มีใครอยากกินทั้งที่เค้กทำมาเพื่อให้คนได้กิน ไม่ว่าจะสวยแค่ไหนเค้กก้อนนั้นก็ไม่มีวันประทับลงไปในความทรงจำได้หรอก ถ้าจะ"โดดเด่น"น่ะต้อง"ดี"ให้ได้เสียก่อน
 
เหมือนๆจะเข้าใจนะ อร่อยจังเลย (วางช้อนลงหลังชิ้นสุดท้ายหายไป)
 
(เท้าคางมอง) รู้มั้ยทำไปถึงพูดเรื่องหมอฟันน่ะ
 
ไม่รู้สิ อิ่มแล้วไปเล่นกับเฉาก๊วยดีกว่า
 
(ทำเสียงเขียว) หมายความว่ากินเสร็จแล้วไปแปรงฟันด้วย ไม่อย่างนั้นจะถูกถอนฟัน
 
(หัวเราะเสียงแห้ง) แปรงฟัน แปรงฟัน แปรงฟัน (เดินไปที่ห้องน้ำ)
 
 

ทำขนมเค้ก

posted on 23 Jan 2011 05:43 by momomambo  in storiesof2
(ฮัมเพลงไปบีบครีมแต่งหน้าเค้กไปด้วย)
 
นี่ๆๆๆ อย่าทำให้มันสวยนักสิ
 
(ท่าทางสงสัย) พิลึกคน ปกติเค้ามีแต่บอกให้ทำสวยๆ
 
ก็ถ้าเจ้าทำสวยเกินไป ข้าก็ไม่กล้ากินนี่นา
 
ทำเป็นพูด เห็นกินหมดทุกที (หัวเราะ)
 
ข้าทำใจตั้งนานนะกว่าจะงับคุณหมีสีชมพูของเจ้าได้อ่ะ
 
ไม่เห็นเป็นไรนี่นา ของมีไว้ให้กิน (ฮัมเพลง)
 
ความจริงสวยไม่สวยตอนกินมันก็อร่อยเหมือนกัน แล้วทำไมเจ้าต้องตั้งใจทำให้สวยด้วยอ่ะ

แล้วเจ้าชอบแบบสวยหรือไม่สวยล่ะ (ยิ้ม)
 
(ทำท่าคิด) อืม... สวย เพราะสวยมันน่ากิน เอ หรือไม่สวยดีเพราะสวยแล้วเสียดายไม่อยากกิน (คิดหนัก)
 
(หัวเราะ) ทีนี้รู้หรือยังว่าทำไมถึงทำให้สวย
 
ไม่อ่ะ
 
อาหารมันไม่เหมือนอย่างอื่นนะ หลังจากที่คนกินกินเข้าไปแล้วก็ไม่เหลือหลักฐานแล้วล่ะว่ามันเคยมีอยู่ ถ้าคนกินไม่ประทับใจกับมันหลังจากอิ่มไปแล้วก็จะลืมมันไป เหมือนกับว่ามันไม่เคยมีตัวตนยังไงล่ะ
 
(ท่าทางจะไม่เข้าใจ) อ๋อ อืมๆๆๆ
 
(เหมือนจะรู้) เจ้าจำได้มั้ยว่าเค้กใบเตยที่ซื้อจากร้านในเมืองเมื่อสองวันที่แล้วหน้าตาเป็นยังไง
 
เอ.. เขียวๆ กลมๆ ไม่มั้ง เหลี่ยมๆ มีครีมสีชมพูเขียนว่าอะไรสักอย่าง
 
แล้วที่ทำให้กินเมื่อสองสัปดาห์ก่อนล่ะ (ยิ้ม)
 
ยังกับสวนสัตว์แน่ะ (ทำท่าจริงจัง) มีหมีสีชมพู กระต่ายสีขาว อ้อๆ มีพุ่มไม้ทำจากครีมใบเตยด้วย กลิ่นก็หอม ข้างในสอดไส้แยมส้มด้วยล่ะ นึกแล้วอยากกินอีกจัง
 
(หัวเราะ) เห็นไหมล่ะ เค้กที่ทำแบบธรรมดาตัวตนของมันที่เหลือก็เลือนรางแต่เค้กที่ทำอย่างตั้งใจน่ะตัวตนของมันจะชัดเจนในความทรงจำเชียวล่ะ รู้มั้ยนั่นน่ะเป็นความภูมิใจของคนทำเลยนะ
 
งั้นต่อไปนี้ข้าจะจำหน้าตาของที่กิน ตัวตนของคุณขนมทั้งหลายจะได้ไม่ไปไหน
 
(เหลือบมองแล้วยิ้ม) ถ้าเจ้าคิดจะจำของที่ตัวเองกินให้ได้หมดล่ะก็ สงสัยลืมชื่อตัวเองแน่
 
ไม่เชื่อหรือไง เดี๋ยวจะทำให้ดู เอ อา อืม ว่าแต่เมื่อเช้าข้ากินอะไรเข้าไปนะ
 
(ฮัมเพลงเบาๆ)