lonelydiary

713/20/03

posted on 28 Jun 2010 17:19 by momomambo  in lonelydiary

ตื่นเต้น

ตื่นเต้นจนกอดกระเป๋าไว้แน่น

ไม่เคยรู้นะว่าการไปที่ที่ไม่เคยไปด้วยตัวคนเดียวนี่

...มันจะตื่นเต้นขนาดนี้

สงสัยเป็นเพราะไม่เคยไปไหนด้วยล่ะมั้ง

ปกติก็นั่งอ่านหนังสืออยู่บ้าน

อย่างเก่งก็ไปห้องสมุด ไปร้านหนังสือในเมือง

ตื่นเต้น

นั่งดูตั๋วเป็นครั้งที่เท่าไรก็จำไม่ได้แล้ว

กังวลไปหมด

กลัวจะทำตั๋วหาย

กลัวจะซื้อผิดเที่ยว

กลัวจะขึ้นผิดขบวน

กลัวจะตกรถไฟ

ถ้ารู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้คงไปพร้อมคนอื่นพรุ่งนี้แล้วล่ะ

แต่ตอนที่วางแผนนี่ก็คิดว่าอยากลองไปด้วยตัวเองบ้าง

เป็นไงล่ะสมใจอยากเชียว

ข้านั่งมอง มองคนอื่นๆที่รออยู่ที่ชานชาลา

ดูทุกคนก็นั่งรอเหมือนรอรถทั่วๆไป

จะมีคนทำฟอร์มเหมือนข้ากันบ้างไหมนะ

พยายามทำตัวเหมือนกับเดินทางจนช่ำชอง

แต่จริงๆนี่น่ะคือการเดินทางครั้งแรกเลยล่ะ

ข้าได้ยิน ได้ยินเสียงหวูดรถไฟดังมาแต่ไกล

แต่ละคนเริ่มขยับตัว หยิบสัมภาระ

ข้าจ้องมองเลขของตู้โดยสารขณะที่รถไฟวิ่งผ่าน

เลขสี่ที่ต้องขึ้นมาหยุดตรงหน้าพอดี

ให้กำลังใจตัวเองว่าเป็นลางดีแล้วกัน

ตอนที่ทิ้งตัวลงเบาะนั่ง ข้าก็เห็นความสับสน 

บางคนสัมภาระใบใหญ่เคลื่อนไหวยาก ขวางทางเดินคนอื่น

บางคนที่นั่งอยู่หน้าแต่ไปขึ้นมาจากประตูหลัง

มีหลายครั้งที่สองคนเผชิญหน้ากัน

ต่างฝ่ายต่างจะเดินหน้า

แต่ทางมันแคบนิดเดียว เดินสวนกันก็ไม่ได้

แปลกนะสถานการณ์มันเห็นๆกันอยู่

แต่กลับต้องใช้เวลานานกว่าจะนึกกันได้ว่าควรจะมีสักคนที่หลบให้

หลบเข้าเบาะนั่งที่ยังไม่มีคน

หรือเวลาที่ใช้นานคือตกลงว่าใครจะเป็นคนหลบ

ข้าไม่รู้ ไม่สนใจที่จะรู้

ตอนที่ส่งตั๋วให้นายตรวจข้ารู้สึกเหมือนหัวใจเต้นโครมคราม

กังวลว่าจะมีอะไรผิดพลาด

แต่ตอนที่นายตรวจส่งยิ้มพร้อมกับคืนตั๋วให้

ก็เหมือนน้ำหนักที่แบกอยู่มันถูกยกออกไปหลายอัน

เป็นอันว่าขึ้นรถได้แล้ว อันที่จริงมันก็ไม่ยากนี่นา

รถไฟเคลื่อนตัวออกช้าๆ

ข้าล้วงลงไปในกระเป๋า หยิบเอาหนังสือเล่มใหญ่ไว้บนตัก

ตั้งใจจะฆ่าเวลาแปดชั่วโมงสักหน่อย

แต่รู้สึกจะมีอะไรให้ดูแยะอยู่

ข้ามองเห็น เห็นผู้คนที่นำสิ่งที่แตกต่างกันขึ้นมาบนขบวนรถด้วย

บางคนนำความสุขขึ้นมา

...ความสุขที่จะได้กลับบ้าน

บางคนนำความหวังขึ้นมา

...ความหวังว่างานใหม่จะทำให้เลี้ยงตัวได้

บางคนนำความเหงาขึ้นมา

...ความเหงาที่ต้องจากกับคนที่รัก

บางคนนำความเศร้าขึ้นมา

...ความเศร้าที่อยากจะไปเททิ้งเสียให้ไกลๆ

ข้ามองไกลออกไป ออกไปนอกหน้าต่าง

เห็นทิวทัศน์เริ่มเปลี่ยนไป

จากเมืองที่คุ้นเคย(มั้ง) เริ่มแปลกไป

ตึกที่หนาแน่นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นทุ่งนาเขียวชอุ่ม

ควายสามสี่ตัวหันมามองรถไฟแบบหน่ายๆ

สงสัยมันจะรำคาญเสียงดัง

ยิ่งเวลาผ่านไปทิวทัศน์ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

เปลี่ยนไปจนชนิดที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าทั้งหมดนี่วางอยู่ผืนดินเดียวกัน

ข้ากำลังมอง มองดูชีวิตที่เคลื่อนไหวไปในขบวนรถ

ในขณะที่รถไฟกำลังวิ่งบนราง ชีวิตของคนบนรถก็วิ่งไปตามรถไฟ

ยังคงหายใจ ยังคงต้องการ ยังคงโหยหาบางสิ่งบางอย่าง

ยังคงดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

บางที บางทีนะ

รถไฟอาจจะไม่ได้แค่ขนส่งผู้โดยสาร

แต่ขนถ่ายความรู้สึก ความหวัง ความฝันจำนวนมากมายไปยังที่ต่างๆ

หรือบางทีกับใครบางคนก็อาจจะได้รับมอบความรู้สึกบางอย่าง

กับใครบางคนอย่างข้า

ข้าก้มมองนาฬิกา อีกเจ็ดชั่วโมงก่อนจะถึงที่หมาย

สงสัยจะได้เวลาอ่านหนังสือแล้วล่ะ  

713/14/02

posted on 01 Jun 2010 07:12 by momomambo  in lonelydiary

ข้ากำลังมอง มองดูนกน้อยสีสวยในกรง

ไม่ใช่แค่กรงธรรมดานะ กรงประดับประดาด้วยเพชรพลอยมีค่ามากมาย

ข้าชักสงสัยว่าหินสีๆพวกนี้มีไว้เพื่อใคร

นกหรือคนเลี้ยง

ข้าได้ยินเสียงเศรษฐีเจ้าของนกกำลังพูดให้คนอื่นๆ

คนอื่นๆที่ยืนล้อมรอบตัวเขาฟังว่าสิ่งของแต่ละชิ้นได้มาจากไหน

วาจานี่ช่างทรงพลังจริงๆ มันบรรยายออกมาเสียหมดว่าคนพูดเป็นยังไง

อันที่จริงข้าควรจดไว้ก่อนสินะว่าวันนี้มาที่นี่ทำไม

ที่จริงไม่เคยคิดจะอยากมาสักนิด แต่โดนบังคับให้มา

งานเลี้ยงวันเกิดเศรษฐีเจ้าของนก ที่คฤหาสน์ของเขาเอง

ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมต้องเกณฑ์นักเรียนอย่างพวกข้ามาด้วย

ไม่รู้ว่าจะเอาหน้ากันไปถึงไหน

ข้าหันไปมอง มองอย่างเบื่อหน่ายตอนที่ได้ยินเสียงโอ้อวด

โอ้อวดว่าเก้าอี้ผุๆนั่นทำจากไม้ที่ขนมาจากอีกซีกหนึ่งของโลก

เศรษฐีที่ว่าพาคนอื่นๆลับทางเดินไปแล้ว

ข้าหันกลับมามอง มองเจ้านกน้อยแสนสวย

มันจิกอาหารในถาดเล่น

ร้องอู้อี้น่ารำคาญในลำคอ 

กระโดดวนไปมาอยู่ในกรง

...ปราศจากอิสรภาพ

ตรงพื้นสวนด้านหลังกรงนกกระจอกสีหม่นๆสามตัวกำลังเล่นน้ำ

น้ำที่ออกจากสปริงเกอร์

ชั่วพริบตาแมวตัวโตก็กระโจนออกมาจากที่ซ่อน

ตระครุบเอาหนึ่งในสามไว้ในอุ้งเท้า อีกสองหนีไป

ข้าเบือนหน้าหนีตอนที่เห็นแมวเริ่มขบหัวนกกระจอก

กลับมามองที่เจ้านกน้อยแสนสวย

...อิสรภาพแลกกับความมั่นคง

มั่นคงที่มีอาหารกินไม่ขาด

มั่นคงที่ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย

แลกกับการที่ต้องถูกกักขังอยู่ในกรง

คนเราก็เหมือนกัน

ยอมทิ้งโอกาสที่จะรุกล้ำที่ดินของคนอื่น

..เพียงเพื่อมั่นใจว่าที่ดินของตัวเองจะไม่ถูกรุกล้ำ

ยอมสะกดอดกลั้นความโกรธ ไม่ทำร้ายคนอื่น

..เพียงเพื่อมั่นใจว่าจะไม่ถูกทำร้าย

ยอมอยู่ใต้กฎหมายและกติกาของสังคม

..เพียงเพื่อมั่นใจว่าตัวเองจะได้รับการคุ้มครอง

"อิสรภาพแลกกับความมั่นคง"

ถ้าหากเลือกที่จะคงไว้ซึ่งอิสรภาพ ความมั่นคงก็หามีไม่

เหมือนนกกระจอกที่มีอิสระโบยบินได้ตามใจต้องการ

เลือกอาหารที่ชอบได้ ถ้ามีโอกาสได้เลือก

แต่ไม่อาจมั่นใจว่าจะมีวันพรุ่งนี้ได้

คนเราก็แบบเดียวกัน

ถ้าหากเลือกที่จะอยู่ในสังคมที่ทำได้ตามอำเภอใจ

ก็ต้องหวาดระแวงว่าสักวันตัวเองจะเป็นที่รองรับอำเภอใจของคนอื่น

ข้ากำลังคิด คิดว่าควรมีสิทธิที่จะเลือก

อิสรภาพแลกกับความมั่นคง

หรือความมั่นคงแลกกับอิสรภาพ

ข้าชักสงสัย สงสัยว่าเจ้านกน้อยสีสวยนี่จะเลือกอะไร

มองไปทางซ้ายไม่ีมีใคร ทางขวาก็ไม่มีใคร 

ข้าใช้ลูกเล่นนิดหน่อย ทำให้รู้ว่าไม่มีกล้องวงจรปิด

นิ้วของข้าเกี่ยวเอาทับทิมเม็ดโตออกจากตัวเกาะ

ประตูกรงเปิดออก เห็นเจ้านกน้อยทำท่างุนงง

ข้าเดินหันหลังจากมา ทิ้งกรงเปิดอ้าไว้แบบนั้น

ไม่จำเป็นต้องอยู่ดู เดี๋ยวก็รู้ว่าเจ้านกน้อยจะเลือกอย่างไร

ได้ยินเสียงตีปีก กับเสียงร้องที่ไพเราะกังวาล

ตามด้วยเสียงคนโหวกเหวกโวยวาย

กับเสียงตะเบ็งของเศรษฐี

ดูเหมือนนกน้อยจะเลือกอิสระนะ

713/04/02

posted on 18 May 2010 17:00 by momomambo  in lonelydiary

ข้ากำลังนั่ง นั่งเท้าคางอยู่บนโต๊ะตัวเดิม

มองดูนาฬิกาทรายอันน้อยบนโต๊ะ

เม็ดทรายทีละเม็ดๆ ค่อยๆร่วงหล่นสู่หลอดอันล่าง

ถึงอยากจะฉุดรั้งแค่ไหนก็ทำไม่ได้

นอกเสียจากจะทุบนาฬิกาทิ้ง

ข้ากำลังมอง มองเม็ดทรายแต่ละเม็ดที่ร่วงหล่น

แต่ละเม็ดร้อยเรียงอยู่กับสายธารของเวลา

บนสายธารของเวลาก็มีผู้คนมากมายแหวกว่ายอยู่

บางคนก็รักกัน

บางคนก็เกลียดกันจนไม่อยากมองหน้า

หนักเข้าก็เอาก้อนหินไล่เขวี้ยงใส่กัน

แต่ถึงจะเกลียดกันหรือรักกันก็ต้องแหวกว่ายอยู่ในแม่น้ำสายเดียวกัน

สายธารของเวลา

หากถามว่าแล้วสายธารของเวลานั้นคืออะไร

ข้าจะตอบว่าสายธารของเวลาคือละครนับแสนนับล้านเรื่องมาเรียงต่อกัน

ละครที่มีเหล่าผู้คนที่แหวกว่ายเป็นนักแสดง

ละครที่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด

เมื่อเรื่องหนึ่งปิดม่านอีกเรื่องก็เปิดม่าน เป็นอย่างนี้มาตลอด

และจะเป็นตลอดไปตราบเท่าที่ยังคงมีนักแสดงอยู่

น่าสนใจดีนะ ทั้งที่สายธารของเวลามันช่างยาวไกลเหลือเกิน

แต่ละครกลับสั้นนัก

แต่กระนั้นเหล่านักแสดงผู้อับโชคทั้งหลายกลับไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้

ต่างให้ความสำคัญกับ"บท"ที่จะได้มากมายนัก

มากเสียจนลืมไปแล้วมั้ง ว่าตัวเองเล่นไม่ได้นานนักหรอก

แต่กระนั้นเพื่อบทอันเลอค่าแล้ว เหล่าผู้แหวกว่ายจำนวนมากก็ทำไ้ด้ทุกอย่าง

แต่อีกไม่น้อยก็เลือกที่จะทำให้บทเล็กๆที่รับ เฉิดฉายได้บนสายธารอันยาวไกล

ข้ากำัลังมอง มองเม็ดทรายที่ร่วงหล่น

ทุกขณะที่เม็ดทรายร่วงหล่น เหล่านักแสดงก็กำลังแสดงละครกันอยู่

บางคนก็กำลังเล่นด้วยศรัทธา

บางคนก็กำลังเล่นด้วยความเหนื่อยหน่าย

บางคนก็กำลังเล่นด้วยความริษยาบทคนอื่น

แต่อีกหลายคนไม่ยอมเล่น มัวแต่แย่งบทกันอยู่

กว่าจะแย่งกันได้ ละครก็กำลังจะปิดม่านลงเสียแล้ว

เม็ดทรายเม็ดสุดท้ายตกลงสู่หลอดอันล่าง บนยอดของเหล่าเพื่อนพ้องก่อนหน้า

ละครเรื่องหนึ่งปิดม่านลงเรียบร้อย พร้อมกับชีวิตของนักแสดงบนเวที

อาจจะเป็นเรื่องที่สนุกสนาน

หรือเศร้าเคล้าน้ำตา

หรือช่างหวานซึ้งตรึงใจ

ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ต้องมีเวลาที่ต้องปิดม่านลง เพื่อให้เรื่องใหม่ได้เปิดม่านขึ้น

แม้อยากจะเหนี่ยวรั้งไว้ หรือ อยากผลักไสก็ไม่อาจทำไ้ด้

ข้าเอื้อมมือไปหยิบ หยิบนาฬิกาทรายอันน้อย

แล้วจับมันพลิกอีกด้าน

เม็ดทรายเม็ดแรกร่วงลงกระทบพื้นหลอดแก้วอันล่าง

ละครเรื่องใหม่เปิดม่านออกแล้ว 

713/18/01

posted on 16 May 2010 20:52 by momomambo  in lonelydiary

อึดอัด...........

ความรู้สึกอึดอัดนี่มันน่ารำคาญใจนะ อยากพูดแต่พอชั่งใจแล้วอาจไม่ค่อยเหมาะ

สิ่งที่ข้าคิดไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายหรอก แต่สิ่งดีๆที่ผิดเวลาผิดสถานที่มันก็ให้ผลไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไร

เลยตัดใจไม่พูดดีกว่า เก็บความอึดอัดไว้ในใจ

แอบระบายออกมาบ้างแบบไม่ให้ใครรู้ตัว คิดว่านะ

ข้ากำลังคิด คิดว่าทำไมนะหลายๆครั้งกลับไม่สามารถพูดสิ่งที่เชื่อ ที่ศรัทธาออกมาได้

บางทีอาจเพราะไม่แน่ใจ ไม่แน่ใจเพราะไม่มั่นใจ

ว่าสิ่งที่เราเชื่อมันคือสิ่งที่ถูกต้องจริงๆมั้ย

น่าอึดอัดใจนะ ตอนที่เราสงสัยในสิ่งที่เราเชื่อและศรัทธา

แต่เพื่อที่จะไม่จมลงบ่อของความงมงาย เราต้องสงสัย 

ปัญหาคือแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

เรื่องนี้ทำเอาข้าคิดไม่ตกไปหลายคืนเชียวล่ะ เพราะข้าต้องการความถูกต้องอันแท้จริง

ความถูำกต้องไม่ควรอิงกับวัฒนธรรม 

ความถูกต้องไม่ควรอิงกับค่านิยม

ความถูกต้องไม่ควรอิงกับประโยชน์นิยม

ความถูกต้องไม่ควรอิงกับศาสนา

ความถูกต้องไม่ควรอิงกับใครคนใด... ซึ่งหมายถึงตัวข้าด้วย

แล้วความถูกต้องควรเป็นอะไร ข้าคิดไม่ออก

ข้ากำลังถอนใจ ถอนใจว่าคงอีกนานกว่าจะได้คำตอบ.... หรืออาจจะตลอดไป

ข้าลุกขึ้น ลุกขึ้นมองดวงดาว ดวงดาวมากมายที่ส่องแสงอยู่ในความมืด

นั่นสินะดวงดาวมากมายขนาดนี้ ถ้าสักดวงจะหยุดส่องแสงคงไม่มีใครสังเกต

แต่ถ้าทุกดวงเกิดไม่ส่องแสงแล้วทำให้คืนนี้ปราศจากแสงดาว มันคงเป็นค่ำคืนที่"ไม่ถูกต้อง"เป็นแน่แท้

ข้ากำลังคิด คิดว่าถ้าข้าไม่มั่นใจแล้วเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย

ก็คงเหมือนดาวที่ไม่มั่นใจแสงของตัวเอง สุดท้ายก็จะทำให้ค่ำืคืนเงียบเหงา

การที่เราไม่ทำอะไรเลยเพราะเรากลัวว่ามันไม่ถูกต้อง

ก็เหมือนกับปฏิเสธการทำสิ่งที่"อาจจะถูกต้อง"ด้วยเหมือนกัน

โลกก็จะกลายเป็นโลกที่ปราศจากสิ่งที่ถูกต้องเป็นแน่ เพราะมันไม่มีแม้แต่สิ่งที่อาจจะถูกต้อง

ถึงแม้ตอนนี้ข้ายังไม่มีคำตอบของความถูกต้องอันแท้จริง

แต่ข้าน่าจะลองมั่นใจในสิ่งที่ข้าเชื่อ ไม่ใช่เพราะงมงาย หากแต่ได้ไตร่ตรองแล้ว

หากสุดท้ายแล้วเราพบว่าสิ่งที่เราเชื่อมันผิด ถึงตอนนั้นเราก็ยอมรับผิดชอบในความผิดพลาด

และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราเชื่อ

ข้ามองนาฬิกา ได้เวลานอนแล้ว

ข้ากำลังจะปิด ปิดวิทยุที่เปิดทิ้งไว้

ก็พลันได้ยินเสียงพูด เสียงพูดอันหนักแน่นป่าวประกาศอย่างชัดแจ้งในสิ่งที่เขาเชื่อ

ข้าหัวเราะเบาๆ ข้าเองก็เชื่อเช่นนั้น

น่าแปลก....

ความอึดอัดหายไปแล้ว

 

713/13/01

posted on 12 May 2010 09:52 by momomambo  in lonelydiary

ข้ากำลังมอง มองหนังสือบนชั้น บนชั้นตรงมุมที่ลึกที่สุดของห้องสมุด

วันหยุดยาว อากาศสบายๆแบบนี้ไม่มีใครอยากเข้าห้องสมุดหรอก

แต่สำหรับข้าที่นี่เป็นเหมือนบ้าน บ้านที่เงียบเหงา

นิ้วมือของข้าลูบไล้ไปตามสันหนังสือที่เรียงอัดแน่นอยู่ในชั้น

นิ้วของข้าสัมผัส สัมผัสหนังสือนิทาน เทพนิยาย เรื่องราวของเหล่าผู้คนที่อาจจะไม่มีอยู่จริง ทีละเล่มละเล่ม

ข้าหวนนึก นึกถึงวัยเด็กที่เคยใช้เวลาอยู่กับหนังสือพวกนี้เป็นวันๆ

ตรงมุมที่สว่างกว่านี้่ สะดุดตากว่านี้ มุมที่ถูกจัดให้หนังสือที่มีคุณค่า

คุณค่าที่ช่วยแนะนำให้เด็กๆได้รู้จัก ความกล้าหาญ ความเสียสละ ความอดทน ความรักต่อเพื่อนมนุษย์

แต่ตอนนั้นข้าเองก็ไม่สนหรอก ข้าชอบเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน แล้วก็ภาพวาดสวยๆมากกว่า

นิ้วมือของข้าสะดุดที่หนังสือเล่มใหญ่ ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยิ้ม

จำได้ว่าข้าเคยโยนตุ๊กแกตัวใหญ่ใส่เด็กอีกคนที่หยิบหนังสือนี่ตัดหน้าไป

เสียงร้องไห้เพราะกลัวตุ๊กแกทำเอาแตกตื่นกันทั้งห้องสมุด แล้วข้าก็ได้หนังสือนี่คืน

จำได้ว่าโดนลุงบรรณารักษ์ดุยกใหญ่

ข้ากำลังจะต่อต้านเพราะความดื้อ ลุงก็อุ้มข้านั่งตักแล้วหยิับหนังสือเล่มหนึ่งอ่านไปด้วยกัน

เป็นเรื่องของเด็กที่กำลังเดินทางไกลไปในเมืองใหญ่

เพราะความจนจึงมีเสบียงอาหารและเสื้อผ้าเล็กน้อยติดตัว

หากแต่ระหว่างทางเขาแบ่งปันสิ่งที่มีให้กับทั้งผู้คนและสัตว์ป่าที่ได้พบ

ดูเป็นสิ่งที่โง่เขลาที่แบ่งสิ่งของที่ตัวเองก็ต้องใช้ 

หากภายหลังกลับกลายเป็นว่าถ้าปราศจากความช่วยเหลือมากมายจากผู้คนและสัตว์ป่าเหล่านั้น เด็กคนนั้นคงไปไม่ถึงที่หมาย

อาจต้องตายอย่างเดียวดายอยู่กลางป่า

หากไม่คิดจะมอบสิ่งใดให้ใคร เจ้าก็จะมีวันได้สิ่งนั้นจากใครๆ

นั่นเป็นคำพูดของลุงตอนที่ปิดหนังสือลง ก่อนจะส่งตุ๊กแกเจ้าปัญหาคืนให้ 

จำได้ว่ามันมองหน้าข้าแล้วส่งเสียง ต๊ะแก เหมือนจะเยาะเย้ย

นั่นเป็นเหมือนอดีต อดีตอันแสนนาน ทั้งที่ผ่านมาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

ณ เวลานี้หนังสือเหล่านี้กลับถูกมองต่างออกไป พูดกันว่ามันเป็นหนังสือที่"ไร้สาระ" มีแต่เรื่องเพ้อฝัน

และสักวันหนึ่งก็จะถูกลืมเลือน

หนังสือที่เป็นวิชาการ มีหลักการเกี่ยวข้องกับโลกของความจริงถูกหยิบขึ้นมาแทน

ค่านิยมของความเป็นคน ถูกแทนที่ด้วยความสามารถ

โลกของผู้คนกลับกลายเป็นโลกของการแข่งขัน

นั่นทำให้หนังสือในอดีตของข้าโดนย้ายมามุมที่เป็นอยู่ เพราะคนอ่านน้อยลง

นิ้วของข้าสัมผัส สัมผัสหนังสือนิทาน เทพนิยาย เรื่องราวของเหล่าผู้คนที่อาจจะไม่มีอยู่จริง

หากแต่ปลอบประโลมโลกแห่งความเป็นจริง

ข้ารู้สึก รู้สึกว่าโลกทุกวันนี้น่าอยู่น้อยลง

เห็นแก่ตัวมากขึ้น วัตถุนิยมมากขึ้น ฉาบฉวยมากขึ้น โป้ปดมากขึ้น

หม่นหมองมากขึ้น

อาจจะเพราะเราปฏิเสธการมีอยู่ของเหล่าผู้คนที่"ไม่มีตัวตน"เหล่านี้ก็ได้

ผู้คนที่สามารถ"ยืนหยัด"ได้อย่างงดงามท่ามกลางความโหดร้ายและหลอกลวง

อย่างน้อยข้าก็คิดอย่างนั้น